เทศน์เช้า

เกิดใหม่

๑o มิ.ย. ๒๕๔๔

 

เกิดใหม่
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์เช้า วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๔
ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

เกิดมากรรมของแต่ละบุคคลน่ะ มันมีกรรมของแต่ละบุคคล แล้วเราไปตัดรอนก่อน มันเหมือนกับการฆ่าตัวตาย เห็นไหม การฆ่าตัวตายนี่มันยังไม่ถึงเวลาตายแล้วไปฆ่าตัวตาย มันตายไป แต่ถ้ามันตายไปธรรมชาติของมัน ต้องให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน สิ่งที่เป็นไปธรรมชาติของมันคือว่ามันจะได้หมดสิ้นเวรกรรมกันไปไง หมดสิ้นเวรสิ้นกรรมกันไป

แต่ถ้าเรายังมีกรรมอยู่ เราไปเอายาบังคับให้มันตายขึ้นไปนี่ มันไม่ได้สิ้นเวรสิ้นกรรมกันไป มันจะมีกรรมผูกพันกันต่อไป ในศาสนาสอนอย่างนั้น แต่มันไม่สิ้นสุดหรอก กรรมเก่าเป็นกรรมเก่า กรรมใหม่เป็นกรรมใหม่ กรรมของคนมันไม่ใช่ว่ามีแค่นี้ แต่มันสิ้นเวรสิ้นกรรมกันไปแล้วมันไปเกิดสถานะใหม่ มันจะดีขึ้นกว่านี้ไง

นี่ก็เหมือนกัน เวลาคนเราจะเกิดจะตายนี่สำคัญมาก เราเหมือนกัน เวลาเกิดจะตายนี่มันเปลี่ยนสถานะ ทำคุณงามความดีไว้ขนาดไหนนะ คุณงามความดีนี่ซ่อนเอาไว้ในหัวใจ แต่เวลาจะตายไปเราคิดถึง หรือวิตกถึงสิ่งที่ไม่ดีนี่ วิตกถึงสุนัขก็ไปเกิดเป็นสุนัขนะ ในพระไตรปิฎก เห็นไหม เดินมาน่ะเห็นเหนื่อยมากเลย แล้วมากินข้าวบ้านคหบดี เห็นสุนัขบ้านคหบดีนั้นเขามีความสุขมากกว่าเรา มันจุกอกตายตอนนั้นน่ะ ไปเกิดเป็นสุนัขเดี๋ยวนั้นเลย ถ้าเราคิดถึงแต่เขาว่าเขามีความสุขกว่าเรา เราเป็นมนุษย์เรายังมีความทุกข์มากกว่าเขา เขาเกิดเป็นสุนัขบ้านคหบดีนี่เขามีความสุขมาก

นี่ด้วยความคิดปรารถนา เห็นไหม มีความสุขมากก็อยาก คือว่าเขามีสถานะดีกว่าเรา แต่ความจริงมองมุมกลับเลย เกิดมาอย่างนั้นน่ะมันมีความสุขที่ไหน ก็เหมือนเรานี่ ถ้าพวกเราเกิดขึ้นมาแล้วทรัพย์สมบูรณ์ขึ้นมา ปัจจัย ๔ เครื่องอยู่สมบูรณ์ แต่หัวใจมันทุกข์

นี่ก็เหมือนกัน เกิดเป็นสุนัขมันกินดีอยู่ดี กินดีอยู่ดีไม่ใช่มีความสุขอย่างเดียว กินดีอยู่ดีนั่นมันเป็นส่วนหนึ่ง แต่หัวใจของมันอยู่ในร่างกายของสุนัขมันจะมีความสุขที่ไหน มันก็อยากจะเป็นเหมือนเรา นี่การเกิดและการตาย เราถึงศึกษาศาสนากันเพื่อเหตุนี้ไง เพื่อว่าเราศึกษาศาสนามามีบุญกุศล เวลาศึกษาศาสนาด้วย ผู้ใดเห็นธรรม ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ธรรมะย่อมคุ้มครอง คุ้มครองเราตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัตินี้ เริ่มต้นมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีปัญญานี่เครื่องให้เราไปสว่าง ไปดีตลอด แล้วเราไปดีตลอดของเรา เราจะไปของเราดีนี่ เราเข้าใจตรงนั้น

แต่ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนั้น ความไม่เข้าใจมันผลักไส พอมันผลักไสนี่มันไม่ต้องการสถานะ นี่วิภวตัณหาไง คือไม่ยอมเป็นไม่ยอมไปกับสถานะนั้น ถ้าไม่ยอมเป็นไม่ยอมไปสถานะนั้น มันผลัก พอมันผลักนี่ความผลักมันไม่ต้องการ แล้วหัวใจมันมีความทุกข์ร้อนนี่ มันจะไปไหน

แต่ถ้าเราเข้าใจแล้วนี่ การเกิดการตายมันเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มันเกิดมาแล้วมันต้องแปรสภาพทั้งหมด แต่เราก็ยอมรับความแปรสภาพนั้น แล้วเรามีบุญกุศลออกไปในหัวใจนั้น เราไม่ผลัก ไม่พยายามต่อต้านไง พยายามต่อต้านหัวใจทุกข์ร้อนนะ เหมือนเราแบกของหนักไว้ ในหัวใจถ้ามันไม่เปิดมันไม่เปิด ถ้าหัวใจมันเปิดแล้วมันเปิด หัวใจมันเปิดขึ้นมานี่มันยอมรับสภาวะนั้น แล้วมันมีกุศลไป

พอถึงตรงนี้แล้วมันจะคิดถึงตอนเราทำบุญกุศลกัน เราทำบุญกุศลเพื่ออะไร ๆ พอถึงตอนนั้นมันคิดถึงบุญกุศลนี่มันมีความอิ่มเอมใจ ใจมันมีบุญกุศลเป็นที่อาศัยไป กับใจที่ไม่มีบุญกุศลอาศัยไปนี่ มันไปด้วยความแห้งแล้ง มันไปด้วยความทุกข์ยาก มันไปด้วยความวิตกกังวลไง ว่าเราจะไปอย่างไร มันไปด้วยความแห้งแล้ง เห็นไหม ความแห้งแล้งนั้นมันเป็นทุกข์

แต่ถ้าเรามีบุญกุศลที่เราสร้างสมมาตรงนี้ คิดถึงเมื่อไหร่มันเกิดขึ้นเมื่อนั้น บุญกุศลนึกถึงเมื่อไหร่ นึกถึงบุญมันจะเป็นบุญ นึกถึงการกระทำเป็นการกระทำ ถ้าไม่เคยทำไว้มันนึก เอาที่ไหนมานึก นี่เวลาตะวันขึ้น ช่วงเช้าตะวันขึ้น ตะวันบ่าย นี่เราตะวันเที่ยง เห็นไหม อยู่กลางอายุคน แล้วช่วงตะวันบ่ายไป ตกคล้อยไปเย็นไปนี่ มันต้องเกิดต้องตายแน่นอน

นี้เวลาทำทุกวัน ๆ นี่ เราทำทุกวัน ๆ แล้วมันชินชา ความชินชาแล้วทำให้อ่อนด้อยไป ถ้าเราทำแล้วไม่ชินชา เห็นไหม อาจารย์มหาบัวท่านสอนพระ ท่านสอนพระอย่างนี้ อยู่วัดบ้านตาดนะจะต้องเป็นคนก้นเบา ลุกเร็วทำเร็ว ไม่ให้ชินชากับสิ่งต่าง ๆ ถ้าความชินชาความเคยชินนี่ ทำให้เรามีความมุมานะน้อย ความจงใจของเราจะมีน้อยไหม อาจารย์มหาบัวบอกว่า “ถ้าชินชาก็หน้าด้าน” พอหน้าด้านมันเหมือนกับเราชินชาเข้าไป

ถ้าเราไม่ชินชา เราทำด้วยความตื่นตัวตลอดเวลา ถ้าเราตื่นตัวตลอดเวลาเราจะได้ของเรา พอตื่นตัวตลอดเวลามันก็ได้กับเปิดหัวใจ เพราะหัวใจมันเปิดตลอดเวลา มีวัด ไม่ใช่คนวัดร้าง มีเครื่องอยู่อาศัย ใจมีเครื่องผูกพันกับในหัวใจไปตลอด มีความผูกพันกับใจ ใจมีสิ่งนั้นเป็นเครื่องอยู่ มันพอใจแล้วมันทำได้

แต่ถ้ามันไม่คิดอย่างนั้นนะ มันไม่เห็นเรื่องของบุญกุศล ไม่เห็นเรื่องของผล การกระทำนี่เราสร้างเหตุ ถ้าเราสร้างเหตุแล้วมันถึงจะเป็นผล ผลคือบุญกุศลที่เกิดจากเรา แต่ขณะสร้างเหตุนี่มันผลักไส...เหมือนกัน ความผลักไสของกิเลสมันจะผลักไสใจของเราไม่ให้เห็นดีเห็นงามกับเรา ไม่ให้เห็นดีเห็นงามเพื่อเป็นอำนาจของเขา แต่เพราะหนึ่งความชินชาของเรา พอมันชินชามันจะเข้าตรงนั้น

ถ้าเราไม่ชินชาเราพยายามของเรา ขณะนี้ปัจจุบันนี้มันเหมือนกับคนน่ะ ความร้อนไม่มาถึงเรา ความร้อนยังไม่ถูกตัว ถ้าความร้อนมันถึงเรา ไฟมันไหม้มาถึงตัวเรานี่ความร้อนมาถึงเรา พุพองอะไรก็เหมือนกัน การเกิดและการตายเหมือนกัน ตอนนี้ความตายยังไม่มาถึงเรา มันเลยนอนใจไง ความนอนใจเพราะกาลเวลาหนึ่ง นอนใจเพราะว่ามันชินชาเพราะกิเลสมันนอนเนื่องในหัวใจหนึ่ง

นี่อนุสัยมันนอนมาในหัวใจ หัวใจคิดอะไรปั๊บมันจะสวมรอยทันที ๆ อนุสัยความนอนอยู่ในใจ นอนเนื่องมาในใจ เพราะความคิดพร้อมไปติดพลิกแพลงไปกับใจ เราถึงต้องฟังธรรมเพื่อคอยเคาะสนิมตลอดเวลา ถ้าเราเคาะสนิม สนิมเกิดจากอะไร? สนิมเกิดจากเนื้อในของเหล็ก กิเลสเกิดจากเนื้อในของหัวใจของเรา สนิมของใจ ความคิดของใจนี่ มันจะชินชากับสิ่งนั้นไป อนุสัยมันนอนเนื่องมาในอารมณ์ ในความรู้สึกของเราอยู่แล้ว แล้วถ้าเราเชื่อตามกันไป เราจะเป็นอย่างนั้นไป

แล้วย้อนกลับมาตรงนี้ ตรงดูคนอื่นเขาตายสิ เวลาเกิดเวลาตายนี่ อย่างไรก็แล้วแต่ทำใจได้ขนาดไหนมันก็มีความเกาะเกี่ยว มันมีความกังวล เพราะมันเป็นความพะรุงพะรังของใจ สิ่งของที่เราทำยังไม่เสร็จนี่ ทุกคนต้องเป็นห่วง แล้วนี่สัมภาระที่เราสร้างไว้จะบอกว่าทำใจได้ขนาดไหน นั้นปากพูด แต่ใจจิตใต้สำนึกเราไม่เชื่อ เราไม่เชื่อว่าเขาจะทำใจได้ทั้งหมด แต่ทำใจได้บ้าง คนทำใจได้หมายถึงว่ามันได้ยินได้ฟังธรรมเข้าไป มันยอมรับสภาวะตามความจริงว่ามันต้องเป็นแบบนั้น

แต่ใจนี่ ถ้าทำใจได้ทั้งหมดนี่ พระอรหันต์เท่านั้นนะ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ว่าพูดแล้วตามความเป็นจริง พูดขนาดไหนมันสะเด็ดน้ำหมด ไม่คือไม่ เป็นคือเป็น เป็นไปหรือไม่นี่ มันสะเด็ดน้ำ หัวใจมันไม่มีความกังวล แต่นิวรณธรรมอยู่ในหัวใจนี่ เราพูดแต่ปากมันไม่สะเด็ดน้ำ เห็นไหม มันไม่สะเด็ดน้ำว่าความกังวลมันมี ลึก ๆ อยู่ในหัวใจมันมีความลึก ๆ อันนั้น

อันนี้เราไม่ว่ากัน เพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่สุดวิสัย มันเป็นการสุดวิสัยที่เราจะห้ามปรามได้ เพราะใจของเราเป็นแบบนั้น ความกังวลของใจมันเป็นแบบนั้น มันถึงเห็นคุณค่าของธรรมไง ถ้าเราเห็นคุณค่าของธรรม การประพฤติปฏิบัติธรรมนี่มันจะมีความสุขความพอใจขนาดที่ว่ามันสะเด็ดน้ำหมด ไม่คือไม่นะ สิ่งใดว่าขาดเป็นขาดแล้วมันจบสิ้นกัน มันไม่มีการเกาะเกี่ยว มันจบ มันหายหมดเลย มันถึงว่าเราถึงควรปฏิบัติธรรมขึ้นมาอย่างนั้น

พอปฏิบัติธรรมขึ้นมามันมีความสุขตั้งแต่ตอนที่ว่ามันได้เสวยธรรม ใจมันกระทำเป็นอันเดียวกันอยู่แล้วนี่อันหนึ่ง สองเวลามันเป็นไปสภาวธรรมนั้น ไอ้เรื่องของการตายเห็นไหม เวลาพระอรหันต์พูดกันว่า “การเกิดและการตายเป็นการโกหกกัน” เป็นของโกหก ตายปลอม ๆ ไง นี่ตามพระว่า ตายปลอม ๆ ตายแล้วเกิดอีก ตายไม่จริง แต่พระอรหันต์ตายจริง ตายแล้วไม่มีซาก ไม่มีเชื้อไขที่จะไปสืบต่ออีก

เราไม่ได้ตายเลยนะ เปลี่ยนสภาวะสถานะ แต่โลกสมมุติ เขาสมมุติว่าตายกัน เวลาตายแล้วตายไป ๆ แต่มันตายตรงไหนล่ะ มันเปลี่ยนสถานะ จิตนี้พอมันดับจากนี้ไปมันก็ไปเกิดใหม่ ๆ มันมีตรงไหนตาย มันไม่ได้ตาย ถึงว่าตายปลอมไง ตายโดยสมมุติ แต่ตายจริงพระอรหันต์เท่านั้นตายจริง ตายจริงแล้วตายหมดสูญ ตายสิ้นไม่มีเกิดอีกเลย แต่จิตดวงนั้นมีอยู่ แล้วมีความสุขอยู่ต่อไป

นี่มันเห็นคุณค่าของศาสนา เห็นคุณค่าของการกระทำของเรา เราทำบุญกุศลเพื่อเหตุนั้น ในเมื่อเรายังเข้าไม่ถึงตรงนั้น เราก็เอาอันนี้เป็นสะพาน เป็นที่เชื่อมต่อไป สะพานเดินเข้าไปมันก็ต้องถึงตรงนั้นเข้าสักวันหนึ่ง ถ้าถึงสักวันหนึ่ง ชาติปัจจุบันนี้เราถึงบอกว่าเราเกิดตายแล้วนี่ ปัจจุบันนี้เราคิด เพราะเราเชื่อศาสนาแล้วเรามีหลักการ เรามีบุญกุศล เราเชื่อแล้ว พอเราเชื่อแล้วนี่มันคิดมันทำได้

แต่เวลาตายไปแล้วไปเกิดสถานะใหม่ ความคิดนี่ต้องไปเริ่มต้นกันใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ อะไรใหม่นี่คิดไป มันถึงว่ามันถึงแปรปรวนไง มันถึงไม่แน่นอน มันน่ากลัว น่ากลัวตรงที่พอเกิดใหม่แล้วความคิดมันไม่เหมือนเก่า เราไปสถานะใหม่ ยิ่งไปเกิดในตระกูลมิจฉาทิฏฐิ ไปเกิดพ่อแม่ที่นับถือศาสนาอื่น ไปทางอื่นเลยนะ เพราะการเกิดการตายไม่แน่นอน

ดูอย่างนางวิสาขา เห็นไหม เป็นพระโสดาบัน เวลาแต่งไปยังแต่งไปตระกูลมิจฉาทิฏฐิ นี่มันเป็นไปได้ แต่เพราะนางวิสาขาเป็นพระโสดาบันอยู่แล้ว เป็นอจลศรัทธาไม่คลอนแคลนแน่นอน สามารถดึงตระกูลของญาติทั้งหมดกลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิได้หมดเลย แล้วเรานี่ นี่ขนาดเปลี่ยนสถานะ เป็นสะใภ้นะ เปลี่ยนสถานะครอบครัวไปข้อหนึ่ง ก็สู่ขอกันไป

แล้วนี่ใจมันตายน่ะ มันเปลี่ยนสถานะไป มันอยู่ที่บุญกุศลจะพาไป แล้วเราไปเกิดสถานะไหน ถ้าเราเห็นตรงนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว ปัจจุบันนี้ต้องทำให้ได้ อนาคตนั่นเรื่องของมัน นี้เราไปวิตกวิจารไปกับอนาคตแล้วก็ปัจจุบันนี้แหละ ถ้าเราไม่วิตกวิจารไปกับอนาคต ปัจจุบันนี้ทำให้ดี วิตกวิจาร ความเห็นนั้นมันเพียงแต่ว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัวว่า เราไปแล้วเราจะมีความคิดอย่างนี้อยู่อีกหรือ? ความคิดอันนี้มันอาจจะไม่อยู่อย่างนี้ก็ได้ อาจจะมีความคิดใหม่ก็ได้ แต่ใจดวงเก่า

นี่ภพชาติเป็นอย่างนั้น แต่เราพูดกันนี่มันเหมือนกับเราคนหนึ่งเป็นคนคิดเป็นคนคำนึง มันก็คิดว่าจะรั้งไว้ให้ได้หมด แต่ไปจริง ๆ แล้วไม่เป็นอย่างนั้น เหมือนกับนักโทษประหาร เวลาเข้าไปถึง ประหารน่ะเขาต้องประหารแน่นอน เขาต้องตัดคอแน่นอน นี่ก็เหมือนกัน เวลาตายต้องตายแน่นอน ตายแล้วต้องเกิดใหม่ ๆ เกิดใหม่สถานะใหม่ นี่มันถึงเห็นโทษของมัน ถ้าเห็นโทษของมันจะย้อนกลับมาตรงนี้ เอวัง